Skip to content


ความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก

ความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก
ตลาดการเงินทั่วโลกกลับยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวล หากไล่มาดูประเด็นที่ทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วน ประเด็นแรกคงต้องไปดูที่สถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศกรีซ ซึ่งเป็นประเด็นที่จับตามองกันมาตั้งแต่ปลายปี 2557 แล้ว โดยหลังจากนายกรัฐมนตรีของกรีซได้ประกาศยุบสภา และเตรียมเลือกตั้งใหม่ในปลายเดือนมกราคม ทำให้นักลงทุนกังวลกันว่า หากฝ่ายค้านของกรีซนำโดยพรรคไซรีซ่า (Syriza) ซึ่งต่อต้านการอยู่ในกลุ่มยูโร เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง อาจจะทำให้มีการนำกรีซออกจากสหภาพยุโรป และก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด
ประเด็นถัดมาที่ซ้ำเติมความผันผวนในตลาดโลก มาจากการที่ราคาน้ำมันดิบ ทั้ง WTI และ Brent ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 10% ในตลาดหุ้นโลก และก่อให้เกิดแรงเทขายในหุ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มพลังงานออกมาทั่วโลก แรงกระทบจากราคาน้ำมันที่ต่ำอีก จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศอื่น และอาจจะทำให้กลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีการค้าขายใกล้ชิดกับรัสเซีย ได้รับผลกระทบในเชิงลบไปด้วย
ประเด็นที่สาม ที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วน เป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางของสวิสเซอร์แลนด์ ได้ประกาศยกเลิกเพดานอัตราแลกเปลี่ยนเงินสวิสฟรังก์ กับเงินยูโรที่ระดับ 1.20 ฟรังก์ต่อยูโร ซึ่งได้กำหนดไว้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันค่าเงินสวิสฟรังก์ไม่ให้แข็งค่ามากจนเกินไปจนเกิดภาวะเงินฝืด ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์สวิส แข็งค่าขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับเงินยูโรทันที และส่งผลให้ตลาดหุ้นของสวิสเซอร์แลนด์ปรับตัวลงอย่างแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลกันว่าบริษัทในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ และมีการส่งออกเป็นจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น และส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนด้วย
แนวโน้มการลงทุนในปี 2558 นี้น่าจะมีความผันผวนต่อเนื่องทั้งปี ผู้ลงทุนจึงต้องมีความสามารถที่จะยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น รวมถึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลของตลาดและติดตามสถานการณ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา การสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานเป็นเรื่องสำคัญ

ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาผู้ประกอบการต้องการให้พนักงานของตนเองทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่แล้ว หลายบริษัทเกิดปัญหาพนักงานทำงานไม่เต็มที่ ทำให้ผู้บริหารต่างหาวิธีในการส่งเสริมกำลังใจให้กับพนักงาน และในหลายบริษัทกับใช้ทางที่ผิด สำหรับวิธีการที่ไม่ควรทำ มีดังนี้

1.มีโบนัสพิเศษ พนักงานผู้ได้รับโบนัสก็จะขยันทำงานกันมากขึ้น แต่ความสุขที่ว่าก็อยู่ได้ไม่นานนัก พนักงานกลับไม่รู้สึกเป็นพิเศษอะไรกับโบนัสที่ได้รับไปแล้ว และมันก็ไม่ได้ส่งผลหรือช่วยกระตุ้นให้พวกเขาขยันเหมือนเมื่อตอนได้รับโบนัสช่วงแรกๆ สิ่งที่จะช่วยสร้างแรงผลักดันให้พนักงานมีกำลังใจและทุ่มเทให้การทำงานจริงๆก็คือการได้รับการยอมรับและเลื่อนสถานะ ยกย่องและได้เป็นที่หนึ่งนั้นคือปัจจัยหลักที่ทำให้พนักงานคนดังกล่าวเกิดแรงกระตุ้น

2.ให้พนักงานมีความสุขชั่วคราว บางบริษัทถึงกับทำห้องเล่นเกมหรือห้องสันทนาการอื่นๆ ให้พนักงานได้ใช้ในช่วงพัก ด้วยคาดหวังว่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจและสร้างกำลังใจให้พนักงาน แต่มันกลับไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาเลย

3.ปล่อยปัญหาให้ผ่านไป อาจเพราะเห็นว่าปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตและไม่อยากทำร้ายจิตใจพนักงานว่าพวกเขาทำผิด แต่อย่าลืมว่าการมองข้ามปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีแก่ใครเลย

4.ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้ ความจริงก็คือพนักงานแต่ละคนนั้นควรได้รับการผลักดันที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าอะไรคือปัจจัยที่จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการทำงาน

5.ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อพนักงานเหล่านี้อีก ทุกบริษัทต่างก็อยากได้พนักงานเก่งๆ มาทำงานด้วย เพราะคนเหล่านี้เรียนรู้ไว ปรับตัวได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ จนทำให้เจ้านายคิดไปเองว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อพนักงานเหล่านี้อีก อาจตามด้วยการขาดความใส่ใจในงานที่ทำได้

เจ้านายเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน คอยควบคุมและมองความสามารถของพนักงานให้ออก และการใส่ใจพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะหากขาดพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้บริษัทขับเคลื่อนต่อไปได้นั่นเอง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


การแก้ไขวิกฤติและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การจะหาแนวทางและมาตรการในการแก้ไขวิกฤติของชาติได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นจะต้อมีกรอบคิดใหม่ โดยจะต้องเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก  เน้นการพัฒนาคน การแก้ปัญหาการว่างงาน และการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เน้นการพึ่งตนเองและการสร้างความเข้มแข็ง สำหรับการพึ่งการลงทุนจากต่างชาติควรจะลดความสำคัญลงมา โดยรัฐบาลต้องพยายามต่อรองกับพวกเจ้าหนี้ต่างชาติ ต่อรองเรื่องเงื่อนไขกฎเกณฑ์การค้าระหว่างชาติอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้จะต้องสร้างคนและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้น  ลดการพึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลงโดยเน้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

1.เรื่องเศรษฐกิจ คือเรื่องการใช้แรงงาน ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ และสนองความต้องการได้มากที่สุด

2.เน้นการแก้ไขและปฏิรูปการเกษตร เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในทุกด้าน เพื่อกระจายทรัพย์สินและรายได้ ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ไปสู่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึงทำให้ตลาดภายในประเทศเป็นตลาดที่ใหญ่พอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภายในประเทศเป็นด้านหลักได้

3.มุ่งช่วยคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ให้มีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วคนจนส่วนใหญ่ที่ฟื้นตัวก็จะช่วยซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ เมื่อธุรกิจขายของได้ก็จะใช้หนี้ธนาคารได้

ทางเลือกใหม่คือการใช้ภูมิปัญญาและทางเลือกแบบไทย ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศและเน้นการพัฒนาคุณภาพคน การเพิ่มการจ้างงาน  การใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ  การกระจายทรัพย์สิน  ทรัพยากร  อย่างเป็นธรรมและการขยายตลาดภายในประเทศ  นอกจากนี้ ประเทศจะต้องมีอธิปไตยที่จะจำกัดให้ต่างชาติมาลงทุน และเลือกค้าขายกับต่างชาติในสาขาและสัดส่วนที่เหมาะสม ในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ถูกครอบงำให้ต่างชาติเข้ามาได้ตามใจชอบ

ในด้านเป้าหมายการพัฒนาประเทศใหม่ควรเน้นการสร้างคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมที่ดี  การพัฒนาทางด้านศิลปวัฒนธรรม จิตใจ ค่านิยมที่ดีงาม แทนเป้าหมายเก่าที่เน้นการพัฒนาทางวัตถุ  ซึ่งทำลายทั้งสิ่งแวดล้อมและค่านิยมที่ดีงาม การเลือกแนวทางการพัฒนาอย่างกล้าปฏิรูประบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมทั้งหมด กล้ากระจายทรัพย์สินรายได้ สิทธิทางการเมือง  ความรู้ข้อมูลข่าวสาร  ไปสู่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึงและเลือกแนวทางการพัฒนาแบบมุ่งพัฒนาทรัพยากรของตนเองมากกว่าที่จะคิดพึ่งแต่บริษัททุนข้ามชาติขนาดยักษ์ และการกู้ยืมเพื่อลงทุนทางด้านวัตถุมากเกินไป จึงจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นฟูต่อไปได้อย่างยั่งยืน

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ระบบการเงินระหว่างประเทศ คือ กติกา ระเบียบและข้อบังคับที่ควบคุมการปฏิบัติการทางด้านการเงินระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ

การจำแนกประเภทของระบบการเงินระหว่างประเทศ สามารถจำแนกได้ดังนี้

– จำแนกระบบการเงินระหว่างประเทศตามความมากน้อยของการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ซึ่งมีค่าเสมอภาคตายตัว ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนจะเคลื่อนไหวได้ภายในขอบเขตแคบๆ

– จำแนกตามลักษณะของสินทรัพย์ที่เป็นทุนสำรอง ซึ่งสามารถแบ่งระบบการเงินระหว่างประเทศ เป็น 3 ประเภท ประกอบไปด้วย

1.มาตรฐานทองคำ (gold standard) สินทรัพย์ที่เป็นทุนสำรองจะประกอบด้วยทองคำอย่างเดียว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่แท้จริงต่างจากมูลค่าที่เป็นตัวเงิน เราเรียกว่า commodity reserve

2.มาตรฐานกระดาษ (pure fiduciary standard) หรือมาตรฐานดอลลาร์ (dollar standard) ทุนสำรองทั้งหมด จะประกอบด้วย fiduciary or fiat reserves

3.มาตรฐานปริวรรตทองคำ (gold exchange standard) ทุนสำรอง ประกอบด้วย commodity reserves และเงินกระดาษ

ทั้งนี้ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ดี นั้นจะช่วยทำให้มีผลผลิตของโลกและเกิดการจ้างงานมากที่สุดและทำให้มีการกระจายสวัสดิการทางเศรษฐกิจ (economic welfare) ตามที่ต้องการระหว่างประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อที่จะประเมินลักษณะของระบบการเงินระหว่างประเทศ

ในด้านระบบการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย

– ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว

– ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดค่าเสมอภาคไว้กับค่ามาตรฐาน ได้แก่ การกำหนดค่าเสมอภาคไว้กับเงินสกุลใดสกุลหนึ่งหรือเงินตราหลายสกุลและทองคำ

– ระบบการเงินระหว่าประเทศของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนผ่านทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนโดยพิจารณาจากอุปสงค์อุปทานของเงินตราต่างประเทศตลอดจนภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับระบบการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศต่างๆ ใช้ แต่ละประเทศจะเลือกใช้ระบบการเงินระหว่างประเทศที่เห็นว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศตนมากที่สุด โดยระบบการเงินระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดค่าเสมอภาคไว้กับค่ามาตรฐานซึ่งแต่ละระบบยังแบ่งย่อยไปอีก ทางด้านประเทศไทยเองก็ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ภายใต้การควบคุมพิจารณาจากอุปสงค์ อุปทานเงินตราต่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นองค์ประกอบด้วยการควบคุมทำได้โดยผ่านทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


ธุรกิจขนาดย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น


เศรษฐกิจในปัจจุบันอาศัยการขับเคลื่อนของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เมื่อต้องอาศัยการพึ่งพาของเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงมากต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย ทางด้านภาครัฐจึงได้สนับสนุนให้มีธุรกิจขนาดย่อมขึ้น หรือที่เรียกกันว่าธุรกิจ SME โดยกระตุ้นให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เพื่อทำให้โครงสร้างธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง และลดการพึ่งพิงของธุรกิจขนาดใหญ่ลง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น และช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต แม้ว่าธุรกิจขนาดย่อมจะเป็นผู้นำเสนอสินค้าและบริการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกันกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีบทบาทที่สำคัญที่ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนี้

1.ธุรกิจขนาดย่อมสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดขนาดเล็ก ซึ่งธุรกิจใหญ่ไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะไม่คุ้มด้านการลงทุน

2.ธุรกิจขนาดย่อมมีการลงทุนที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือมีการนำเครื่องจักรมือสองมาใช้ด้วย

3.ธุรกิจขนาดย่อมช่วยสร้างนวัตกรรม เช่น ผลิตสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเสนอต่อตลาด และมักเป็นสินค้าที่มีเอก ลักษณ์เป็นของตนเอง

4.ธุรกิจขนาดย่อมถูกพิจารณาว่าเป็นแหล่งรองรับแรงงานที่สำคัญของระบบ

เศรษฐกิจทั้งในยามปกติและยาม วิกฤต โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ธุรกิจขนาดย่อมยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ในแต่ละปีมีธุรกิจขนาดย่อมใหม่ ๆ เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 1 ล้านราย โดยข้อดีของธุรกิจขนาดย่อม มีดังนี้

1.มีอิสระ การทำธุรกิจของตนเอง ทำให้ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ และกลายเป็นนายของตนเอง

2.ความร่ำรวย การเป็นเจ้าของกิจการเองทำให้มีโอกาสในการสร้างรายได้ ได้มากกว่าการเป็นลูกจ้าง

3.ความมั่นคงเรา สามารถทำได้นานตราบเท่าที่เราต้องการ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาไล่เราออก จึงพิจารณาได้ว่าเกิดความมั่นคงขึ้นอย่างมากในชีวิตการทำงาน

4.สร้างงานให้กับครอบครัว ผลักดันให้ธุรกิจอยู่รอดให้ได้และเติบโตต่อไป ให้กับทายาทและสมาชิกในครอบครัว การตั้งและดำเนินธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จเป็นไปตามที่ฝันของผู้ประกอบการทุกคน การพยายามให้บรรลุความสำเร็จเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ประกอบการว่าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้หรือไม่ ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการในเชิงจิตวิทยารูปแบบหนึ่ง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .