Skip to content


ทิศทางสถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย ปี 2557 ยังขึ้นกับทางออกของสถานการณ์การเมือง


การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นและยังไม่มีทางออกที่แน่ชัด ณ ขณะนี้ อาจทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะโน้มเอียงลงสู่กรอบล่างของประมาณการกรณีพื้นฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 3.7 อย่างไรก็ตาม หากสัญญาณความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อเกินครึ่งปี ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เพราะฉะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2556 ท่ามกลางการหยุดชะงักของหลายกลไกขับเคลื่อน โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนซบเซาลง ท่ามกลางหลายปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ สถานการณ์การส่งออกที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันในปี 2556 ก็เป็นทิศทางที่คลาดเคลื่อนไปจากที่หลายหน่วยงานตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นปี 2556 ด้วยทิศทางการทยอยปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (หลังผ่านพ้นช่วงที่มีแรงกระตุ้นพิเศษจากมาตรการคืนเงินภาษีสำหรับรถคันแรกของรัฐบาล ตลอดจนแรงส่งการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัยไปแล้ว) ก่อนจะพลิกกลับมาอยู่ในภาวะชะลอตัวที่ผิดไปจากที่คาดค่อนข้างมากตั้งแต่ในช่วงกลาง-ปลายปี 2556

ประเด็นเศรษฐกิจไทยปี 2557 หลายปัจจัยรอฉุดรั้งเส้นทางการฟื้นตัว
แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2557 ของไทย ยังมีความเสี่ยงอยู่ในช่วงขาลง ท่ามกลางตัวแปรท้าทายที่มาจากหลายด้านพร้อมกันตั้งแต่ในช่วงต้นปี ทั้งในส่วนที่เป็นปัจจัยเดิมๆ ของปี 2556 ที่ส่งผลต่อเนื่อง อาทิ ความกังวลต่อภาระค่าครองชีพ/หนี้ครัวเรือน การปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG/ค่าไฟฟ้า รวมถึงตัวแปรทางการเมืองในประเทศ ซึ่งคงจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปี 2557 เพราะพัฒนาการของเหตุการณ์ จะมีนัยสำคัญค่อนข้างมากต่อแนวทางการลงทุน-การใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นและยังไม่มีทางออกที่แน่ชัด ณ ขณะนี้ อาจทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะโน้มเอียงลงสู่กรอบล่างของประมาณการกรณีพื้นฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 3.7 ขณะที่ หากปัญหาทางการเมืองของไทยลากยาวเกินครึ่งปี จนกระทบการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งในส่วนการบริโภคภาคครัวเรือน การตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ และทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการใช้จ่ายของภาครัฐ ก็อาจส่งผลทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ในกรณีดังกล่าว แม้การส่งออกอาจขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย เศรษฐกิจไทยก็อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.5 เท่านั้น

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


ปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลให้ธุรกิจถดถอย

ปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลให้ธุรกิจถดถอย

ภาวะทางธุรกิจที่ถดถอยอย่างหนักในปัจจุบันอันมีต้นกำเนิดเกิดจากวิกฤต Sub-Prime (ซับไพรม์) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่แพร่กระจายทั่วทุกมุมโลกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปล่อยกู้เงินที่มีความหละหลวมของสถาบันการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินกู้ได้ ซึ่งนักสื่อสารมวลชนในไทยได้ตั้งฉายาของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ตามสัญลักษณ์และลักษณะของประเทศที่เป็นต้นกำเนิด แต่ไม่ว่าเราจะเรียกวิกฤตทางการเงินครั้งนี้ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือสาระหลักที่จะมาเอ่ยถึงในบทความนี้ ใจความสำคัญของเราคือ การสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตในภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ ซึ่งหลายคนเมื่ออ่านมาถึงประโยคเมื่อสักครู่อาจจะต้องตั้งคำถามในใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดนี้ ที่ทุกวันมีแต่ข่าวเลิกจ้าง ปลดพนักงาน ปิดกิจการ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังคงติดลบถ่ายทอดออกมาเป็นกราฟทางเศรษฐกิจที่ลูกศรทิ้งดิ่งลงมาอยู่ตลอดเวลา

เราควรเริ่มหาลูกค้ารายใหม่ๆ ให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหมือนกันในสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว โดยอาจจัดตั้งทีมขึ้นมาสักหนึ่งทีมทำหน้าที่เสมือนกับพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าแต่มีอะไรที่เหนือมากกว่าพนักงานขายทั่วไป ทำหน้าที่ค้นหาและสร้างลูกค้ารายใหม่ขึ้นมา ซึ่งการได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาจะทำให้สามารถกำหนดและสร้างตลาดในกลุ่มใหม่ๆ ได้อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นผลดีกับทางบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะการที่บริษัทมีลูกค้าใหม่เข้าเพิ่มมากขึ้นก็เปรียบเสมือนกับการขยายฐานพีระมิดที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทางบริษัท จำไว้ว่า ยิ่งเศรษฐกิจมีภาวะถดถอยมากเท่าไร ยิ่งต้องหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การจัดการเงินส่วนสำคัญที่สุดที่ต้องดูคือ “กระแสเงินสดของบริษัท” หรือ Cash Flow อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการประกอบธุรกิจคือเรื่องของเงิน ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเงินจะเป็นสิ่งที่หายากมาก

ดังนั้นการจัดการควบคุมการใช้จ่ายเงินในบริษัทต้องทำอย่างรัดกุมและคุ้มค่าต่อเม็ดเงินมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสเงินสดที่หมุนเวียนในบริษัทที่จะต้องดูแลจัดการให้ดีมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ในบริษัท จ่ายเงินเดือนพนักงาน ซื้อวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต ชำระสินเชื่อหรือเงินทุนที่กู้ยืมมาจากแหล่งต่างๆ หากกระแสเงินสดของบริษัทขาดสภาพคล่อง ควรรีบหาเงินมาสำรองจ่ายไปก่อนในทันที เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่อาจหยุดชะงัก ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะหายตามไปด้วย โดยปัญหาสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยมากและเป็นอุปสรรคขัดขวางในการเจริญเติบโตทางธุรกิจก็คือ การจัดการกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพ อันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าของคุณจ่ายเงินชำระล่าช้านั่นเอง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ดีที่สุด คือการพึ่งพาตนเอง

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ดีที่สุด คือการพึ่งพาตนเอง

 

เกี่ยวกับปัญหาที่ปั่นป่วน หรือว่าเกิดขึ้นภายนอกเรา เช่นเรื่องของการเงิน เศรษฐกิจ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์นั้น ได้ทำการสร้างสรรค์ขึ้นมา ด้วยจิตใจที่มโนขึ้นมาทดแทน เห็นว่าเป็นภาพนี้ นำสิ่งต่าง ๆ มาทำการแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดความสูงต่ำในชั้นสังคมอย่างมากมาย หลาย ๆ ประเทศมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและการเงินเป็นของตัวเอง แต่เชื่อหรือไม่ นานมาแล้วหลายปี กลับไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างดีที่สุดเลย จนบางเราเองก็อาจจะลืมนึกย้อนไปในอดีตว่าคนสมัยก่อน เค้าไม่มีสิ่งสมมติทดแทน ก็ยังสามารถอยู่กันได้ ด้วยคำว่า “แบ่งปัน”

ดังนั้นการพึ่งตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ด้วยเหตุนี้นี่เองทำให้การแก้ปัญหาที่แท้จริง ๆ จากใจและความต้องการของเรานั้น ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่และตรงจุดมากที่สุด เราไม่ต้องไปพึ่งพิงสิ่งภายนอกมากนัก หรือว่าต้องพึ่งพิงหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างมากนัก ทำให้เรารู้สึกว่ามั่นคงเต็มที่ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจดีหรือร้ายอยู่ภายนอก แต่ให้เรารู้ ว่าเรานั้นก็มีมากพอ นี่เรียกได้ว่าเศรษฐกิจภายในของเรานั้นดีเป็นอย่างมาก

ถ้าเราแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในของเราได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะมีรากฐานชีวิตที่มั่นคง หากจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายนอกก็ย่อมได้ตามที่ตนเองต้องการ เพราะว่าเศรษฐกิจภายนอกเหล่านี้นั้น ถ้าหากจิตใจเราไม่ดีจริง หรือไม่เข้มแข็งจริง ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ดังนั้นการพึ่งตนเองเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินภายในที่ดีที่สุด เมื่อเราแก้ปัญหาภายในเรียบร้อยแล้ว วางรากฐานชีวิตให้สำคัญเรื่องปากท้องต่าง ๆ นา ๆ ก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งอื่น ๆ ได้อีกอย่างมามายเลยนั่นเองครับ

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .